ถอดรหัสการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างคนกับช้าง หญิงสาวผู้เติบโตเคียงข้างช้างเอเชีย

วันที่ 4 ตุลาคมของทุกปีตรงกับ “วันสัตว์โลก” ท่ามกลางผืนป่าฝนเขตร้อนของมณฑลยูนนาน มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตและทำงานคลุกคลีอยู่กับสัตว์ป่าเป็นเวลานาน หนึ่งในนั้นคือ ถังหย่งจิง วิศวกรจากศูนย์วิจัยช้างเอเชีย สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติของจีน
จากการศึกษาในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพที่มหาวิทยาลัยยูนนาน สู่การเลือกศึกษาต่อด้านสัตว์ป่าในระดับปริญญาโท และก้าวเข้าสู่เส้นทางนักวิจัยที่อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์ช้างเอเชียมาเกือบ 10 ปี เส้นทางตั้งแต่การเรียน การลงพื้นที่ปฏิบัติงานกลางป่า ไปจนถึงการศึกษาต่อ ล้วนมีช้างเอเชียเดินทางเคียงข้างเธอมาโดยตลอด ท่ามกลางการเดินป่าครั้งแล้วครั้งเล่า และการลงพื้นที่ช่วยเหลือช้างเอเชียในสถานการณ์ต่าง ๆ เธอค่อย ๆ ค้นหาคำตอบของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างคนกับช้าง พร้อมกับค้นพบเป้าหมายของชีวิตตัวเอง
“แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้จริง ?”
ถังหย่งจิงเติบโตมาในพื้นที่ภูเขา ตั้งแต่วัยเด็กเธอมีความสนใจในวิชาชีววิทยาเป็นอย่างมาก หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอเลือกเรียนสาขาเทคโนโลยีชีวภาพที่มหาวิทยาลัยยูนนาน เมื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เธอหันมาเลือกสายสัตววิทยา และทุ่มเทให้กับการวิจัยเกี่ยวกับช้างเอเชียอย่างเต็มตัว
หลังเรียนจบ เธอเข้าทำงานที่ศูนย์วิจัยช้างเอเชีย สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติของจีน และก้าวเข้าสู่ภารกิจอนุรักษ์ในพื้นที่จริง แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับช้างเอเชียมีขอบเขตกว้างขวาง แล้วถังหย่งจิงจะเลือกเจาะลึกด้านใดเป็นพิเศษ? คำตอบมาถึงเธอจากเหตุการณ์ครั้งหนึ่งบนภูเขาชาในอำเภอเหมิงไห่ ขณะกำลังติดตามและเฝ้าระวังฝูงช้าง เจ้าหน้าที่พบหญิงชราคนหนึ่งเดินขึ้นเขาไปเก็บใบชา โดยที่ขณะนั้นช้างได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ด้านหลังพื้นที่ไร่ชาอย่างเงียบ ๆ แล้ว เจ้าหน้าที่พยายามตะโกนเตือนให้หญิงชราออกจากพื้นที่ แต่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะเรียกอย่างไร เธอก็ยังไม่ยอมเดินออกมา ภายหลังจึงทราบว่า หญิงชรามีปัญหาด้านการได้ยิน เมื่อหญิงชราวิ่งลงมาจากเนินเขา ถังหย่งจิงจึงช่วยแบกตะกร้าใบชาของเธอ และพาเธอกลับไปยังพื้นที่ปลอดภัย เหตุการณ์ระทึกขวัญครั้งนั้นทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้จริง?”

“ถ้ารักในสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง ก็จะเดินหน้าต่อไปได้”
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ทำงานอยู่แนวหน้าด้านการอนุรักษ์ ถังหย่งจิงมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญหลายโครงการ ทั้งการสำรวจประชากรช้างเอเชียทั่วประเทศจีน การติดตามประชากรช้างเอเชียที่ข้ามพรมแดนจีน - ลาว รวมถึงการศึกษาสายพันธุกรรมของช้างเอเชียที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์ทั่วประเทศ งานวิจัยของเธอแตกต่างจากการศึกษาทฤษฎีในห้องทดลอง เพราะเป็นงานวิจัยที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความต้องการในการอนุรักษ์และการบริหารจัดการในพื้นที่จริง โดยมุ่งลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ขณะเดียวกัน ทีมของเธอยังรับผิดชอบงานสนับสนุนทางวิชาการและเทคนิคสำหรับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติช้างเอเชีย รวมถึงมีส่วนร่วมในการวางแผนและปรับปรุงขอบเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
“การกำหนดขอบเขตพื้นที่เสนอจัดตั้งอุทยานแห่งชาติช้างเอเชียเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนมาก” ถังหย่งจิงกล่าว
พื้นที่สิบสองปันนามีการปลูกพืชเศรษฐกิจเขตร้อน เช่น ยางพารา กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างก็ถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อม ๆ และช้างมีอาณาเขตการเคลื่อนไหวกว้างใหญ่ โดยเคลื่อนย้ายไปมาอยู่ตลอดทั้งปี ดังนั้น การกำหนดขอบเขตอุทยานแห่งชาติจึงต้องคำนึงถึงทั้งการครอบคลุมพื้นที่ที่ฝูงช้างใช้เป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่อาจแลกมาด้วยการเสียโอกาสในการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น เพราะช้างไม่รู้จักเส้นแบ่งเขตอุทยานที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น ปัญหาหลังจากนั้นจึงยังมีความท้าทายอีกมาก ทีมนักวิจัยจึงต้องใช้วิธีต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย และการสร้างแหล่งอาหารสำหรับช้าง เพื่อพยายามชักนำให้ช้างกลับเข้าสู่ผืนป่า และลดความถี่ในการที่ฝูงช้างออกมายังพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน

“เมื่อทั้งสองฝ่ายมีอนาคตร่วมกัน และต่างก็ได้ประโยชน์ นั่นจึงคือความหมายที่แท้จริงของการอนุรักษ์”
“ที่เหมิงไห่มีช้างตัวหนึ่งชื่อว่า ‘เหล่าต้า’ มันคอยสั่งสอนลูกช้างที่ซุกซน พอมีมันอยู่ด้วย ลูกช้างพวกนั้นก็จะเชื่องขึ้นเยอะ” สำหรับถังหย่งจิงแล้ว ช้างยักษ์แห่งผืนป่าฝนเหล่านี้ค่อย ๆ กลายเป็นเสมือนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยการได้รู้จักช้างเอเชียแต่ละตัว ซึ่งต่างก็มีบุคลิกและนิสัยเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เธอมองเห็นเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อย้อนมองเส้นทางตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการทำงาน ถังหย่งจิงยอมรับว่า หลังจากก้าวเข้าสู่ภารกิจอนุรักษ์ช้างเอเชีย เธอเริ่มตระหนักอย่างชัดเจนว่า ผลงานวิจัยและแผนงานด้านวิชาการของตัวเองสามารถส่งผลต่อชีวิตของช้างในผืนป่าฝนได้จริง ขณะเดียวกันก็เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นด้วย และนั่นทำให้เธอค่อย ๆ ค้นพบ เป้าหมายของชีวิต
หลังจากเดินทางอยู่แนวหน้าของงานอนุรักษ์มาเป็นเวลานาน วันนี้ถังหย่งจิงมีความเข้าใจคำว่า “การอนุรักษ์” ลึกซึ้งยิ่งขึ้น “สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้องช้าง แต่ต้องปกป้องผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย” เธอกล่าว การอนุรักษ์ไม่ใช่การเรียกร้องให้ชาวบ้านเป็นฝ่ายถอยหรือเสียสละอยู่ฝ่ายเดียว หากทั้งคนและช้างต่างมีอนาคต สามารถอยู่ร่วมกันและได้รับประโยชน์ร่วมกันได้ นั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของการอนุรักษ์
เมื่อพูดถึงอนาคต การเดินหน้าทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ช้างเอเชียยังคงเป็นเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงของถังหย่งจิง เธอตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้สองประการ ประการแรก เธอหวังว่าจะสร้างผลงานทางวิชาการด้านช้างเอเชียให้ได้มากขึ้น และฝากร่องรอยของงานวิจัยที่เป็นของตัวเองไว้ในแวดวงวิชาการ ประการที่สอง เธอหวังว่าจะได้มีส่วนช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง และสร้างหนทางให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
ช่าย เมิ่ง/แปล
จารุวรรณ อุดมทรัพย์/พิสูจน์อักษร