จีนใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เปิดเส้นทางเดินเรือ Polar Silk Road
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
เมื่อวันก่อนเหลือบไปเห็นข่าวใน Post Today ฉบับปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เนื้อหาเป็นเรื่องจีนกับโครงการ “Polar Silk Road” เส้นทางเดินเรือที่จีนใช้เชื่อมกับประเทศต่าง ๆ ทางขั้วโลกเหนือ ผ่านมหาสมุทรอาร์กติก เรารู้จักคำว่า Silk Road มานานแล้ว ว่าเป็นเส้นทางที่จีนในยุคโบราณใช้บุกเบิกไปมาค้าขายกับประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางและยุโรป แต่เส้นทาง Silk Road ผ่านมหาสมุทรอาร์กติกยังไม่เคยรู้จัก วันนี้จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
โลกเราเป็นลูกกลม ๆ ส่วนเหนือสุดและใต้สุดอากาศหนาวจัด น้ำในมหาสมุทรเป็นน้ำแข็งตลอดทั้งปี แม้แต่ประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันในแถบนั้น ก็ไม่สามารถแล่นเรือไปมาหาสู่กันได้ จะต้องมีเรือตัดน้ำแข็งที่สามารถตัดน้ำแข็งออกกรุยทางพาเรือไปข้างหน้า ในยุคสมัยใหม่ราวปี 2013 ในช่วงที่จีนเจริญเต็มที่ต้องการออกค้าขายผูกมิตรกับต่างประเทศที่อยู่ห่างไกล เส้นทางเดินของพ่อค้าจีนก็มีแต่ลงใต้อย่างเดียว ผ่านสยาม ช่องแคบมะละกา เข้ามหาสมุทรอินเดีย แล้วจึงแยกไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่ถ้าจะไปให้ถึงยุโรปและอเมริกา ก็ยังต้องเดินทางต่ออีกไกลโข จีนเรียกเส้นทางค้าขายสมัยใหม่แบบนี้ว่า Belt and Road Initiative (หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง.. หนึ่งแถบหมายถึงเส้นทางสายไหมทางบก ส่วนหนึ่งเส้นทางหมายถึงเส้นทางสายไหมทางทะเล)

“Polar Silk Road” หรือเส้นทางสายไหมผ่านขั้วโลก เป็นแนวคิดที่จีนเริ่มผลักดันมาตั้งแต่ปี 2018 โดยมีความเชื่อมั่นว่า “เส้นทางเดินเรือใหม่” จะช่วยให้สินค้าจากจีนไปถึงยุโรปได้เร็วขึ้นกว่าการเดินทางลงใต้ เข้ามหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านคลองสุเอซได้ถึง 30%-40% นอกจากนี้เนื่องจากอุณหภูมิโลกจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า..อนาคตโลกจะร้อนขึ้น การศึกษาล่าสุดตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่า มีความเป็นไปได้ที่มหาสมุทรอาร์กติกอาจจะไม่มีน้ำแข็งเลยในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ปี 2050 หรืออย่างเร็วตั้งแต่ปี 2030 จีนจึงได้ออกแบบเรือตัดน้ำแข็งลำที่ 1 ชื่อ “เสวี่ยหลง 1” (เสวี่ยหลง แปลว่า มังกรหิมะ) ในปี 2536 ตามมาด้วย “เสวี่ยหลง 2” เรือทั้ง 2 สามารถบดตัดน้ำแข็งให้แหลก เพื่อเปิดเส้นทางในพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี เรือชนิดนี้มีไม่มากในโลก ส่วนใหญ่พัฒนาโดยประเทศที่อยู่ในเขตหนาว รัสเซียมีมากที่สุดกว่า 40 ลำในขณะที่จีนเพิ่งเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง
ดังนั้น การที่จีนสามารถพัฒนา “เสวี่ยหลง” ขึ้นเองจึงไม่ใช่แค่การมีเรือเพิ่มขึ้นอีกลำหนึ่ง แต่เป็นการก้าวกระโดดด้านเทคโนโลยี และเปิดประตูสู่เส้นทางการค้าสู่ประเทศที่ทรงอิทธิพลใหม่ ๆ ในเขตอาร์กติก เชื่อมด้วยเส้นทางยุทธศาสตร์ Polar Silk Road
นอกจากผลดีทางด้านการค้า เส้นทางนี้ยังเปรียบเสมือน “แหล่งขุดทองยุคใหม่” เพราะใต้ทะเลน้ำแข็ง เต็มไปด้วยทรัพยากรด้านพลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้ผ่านการบุกเบิก เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่หายาก เป็นพื้นที่ที่ประเทศมหาอำนาจต่างจับตามองว่า ใครจะเข้าถึงสิทธิในการใช้ประโยชน์ได้ก่อน

จากการประเมินของ US Geological Survey พบว่ามีทรัพยากรน้ำมันที่ยังไม่ถูกใครค้นพบประมาณ 13% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกและก๊าซธรรมชาติอีกประมาณ 30%
การพัฒนาเรือ “เสวี่ยหลง” จึงไม่ใช่การสร้างเรือเพื่อการติดต่อค้าขาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานให้จีนมีบทบาทในภูมิรัฐศาสตร์ของขั้วโลกทั้ง 2 ซึ่งอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ดุเดือดของโลกในอนาคตก็ว่าได้
แม้จีนจะไม่มีพื้นที่ชายฝั่งติดอาร์กติก แต่กลับกลายเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2004 จีนตั้งสถานีถาวรแห่งแรกที่ขั้วโลกเหนือชื่อ “Yellow River Station” บนหมู่เกาะแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ ก่อนจะส่งเรือ “เสวี่ยหลงที่ 1”ไปสำรวจมหาสมุทรอาร์กติก ต่อมาในปี 2013 จีนก็ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรของ “สภาอาร์คติค” (Arctic Council) รัสเซียเป็นผู้ครองบทบาทในอาร์กติกมานาน เพราะมีเรือตัดน้ำแข็งมากที่สุด แล้วจีนก็กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญอันดับถัดมา
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “อาร์กติกไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า” หากเป็นเวทีที่ประเทศต่าง ๆ ต้องการเข้าไปมีบทบาท การเร่งพัฒนาของจีนก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่วางไว้บนกระดานภูมิศาสตร์แห่งนี้