มิตรชาวต่างชาติร่วม “ตามรอยสโนว์” ณ เหยียนอัน เมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งการปฏิวัติ

“เหยียนอันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ!” หลังจากผ่านไป 17 ปี ลิว เสี่ยวเต่า นักการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมชาวเยอรมัน ได้เดินทางมายังเมืองเหยียนอัน มณฑลส่านซี อีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม “ตามรอยสโนว์” พร้อมกล่าวชื่นชมการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งการปฏิวัติจีนนี้จากใจจริง ขณะที่รถบัสแล่นไปบนถนนที่ตัดใหม่ เธอเปิดโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเพื่อบันทึกภาพทิวทัศน์อันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ของเหยียนอันในช่วงกลางฤดูร้อน
เมื่อปี 1995 ลิว เสี่ยวเต่า และสามีเดินทางมาเหยียนอันเป็นครั้งแรก ในความทรงจำของเธอ เหยียนอันในตอนนั้น “ดูเหมือนหมู่บ้านมากกว่า” แต่ในปัจจุบัน อาคารที่ทันสมัยได้ผุดขึ้นมากมาย และถนนหนทางในเมืองก็ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม
“ฉันคิดว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเหยียนอัน มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของรัฐบาลในการแสวงหาความสุขให้แก่ประชาชน” ลิว เสี่ยวเต่า กล่าว
ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทายาทของ เอ็ดการ์ สโนว์ (Edgar Snow) นักข่าวชื่อดังชาวอเมริกัน พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิอนุสรณ์เอ็ดการ์ สโนว์ สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเกี่ยวกับสโนว์ทั้งชาวจีนและต่างชาติ รวมถึงนักศึกษาคนรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ตามรอยสโนว์” ขึ้นที่เมืองเหยียนอัน

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 90 ปีแห่งชัยชนะในการเดินทัพทางไกล (Long March) ของกองทัพแดงกรรมกรและชาวนาจีน และยังเป็นปีครบรอบ 90 ปีที่เอ็ดการ์ สโนว์ ได้เข้าไปสัมภาษณ์ในพื้นที่ฐานที่มั่นปฏิวัติส่านซี-กานซู-หนิงเซี่ย เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 1935 ถึง 1948 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำพาภารกิจการปฏิวัติของจีนจากจุดตกต่ำไปสู่จุดสูงสุด ณ เมืองเหยียนอันแห่งนี้ เกิดการพลิกผันครั้งประวัติศาสตร์และเปลี่ยนโชคชะตาอนาคตของประเทศจีน เหยียนอันจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งการปฏิวัติของจีน”
“ผมได้ดูภาพถ่ายเก่า ๆ ของเหยียนอันในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 มาหลายภาพ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเมืองนี้ในปัจจุบัน การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เป็นสิ่งที่ทุกคนประจักษ์แก่สายตา” อู๋ตี๋ (Wudi) นักวิจัยชาวบังกลาเทศจากวิทยาลัยนานาชาติแห่งมหาวิทยาลัยซานหมิง มณฑลฝูเจี้ยน กล่าว
“เรื่องราวที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นภายในถ้ำดิน และเหล่านักศึกษาต่างมุ่งมั่นเรียนหนังสือเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาของประเทศจีน ทำให้ผมประทับใจมากครับ” นี่เป็นครั้งแรกที่วูดได้มาเยือนสถานที่ตั้งเดิมของมหาวิทยาลัยกองทัพแดง
ณ สถานที่ตั้งเดิมแห่งการปฏิวัติเป่าอัน ในอำเภอจื้อตาน ไมเคิล ครุก ชาวอังกฤษ ได้ยืนอยู่หน้าถ้ำดินที่ประธานเหมาเจ๋อตงเคยเปิดอกพูดคุยกับสโนว์เป็นเวลานานเมื่อปี 1936 พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ตอนอายุ 10 ขวบที่เขาเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้พร้อมกับครอบครัวให้แขกผู้มีเกียรติคนอื่น ๆ ฟัง โดยเขาเดินทางมาเหยียนอันครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960
“ความเปลี่ยนแปลงของเหยียนอัน คือภาพสะท้อนย่อส่วนของการพัฒนาและความก้าวหน้าของประเทศจีน” ไมเคิล ครุก กล่าว