
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาชญากรรมหลอกลวงทางโทรคมนาคมและเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่น ๆ แผ่ขยายวงอย่างต่อเนื่อง จนค่อย ๆ ก่อเกิดห่วงโซ่อาชญากรรมข้ามชาติที่มีการแบ่งงานกันอย่างเป็นระบบ เบื้องหลังศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้ก่อเหตุหลอกลวงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับอาชญากรรมอื่น ๆ เช่น การค้ามนุษย์ การจัดหาบุคคลอย่างผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินผ่านสินทรัพย์เสมือน โดยผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมาจากหลายประเทศทั่วโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ดำเนินความร่วมมือกับเมียนมา ไทย สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน การส่งตัวบุคคลกลับประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามยึดคืนทรัพย์สิน พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางโทรคมนาคมและเครือข่าย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมหลอกลวงข้ามพรมแดน จำเป็นต้องอาศัยการกำกับดูแลและปราบปรามข้ามพรมแดนเช่นกัน
อาชญากรรมหลอกลวงไม่มีพรมแดน และผู้เสียหายก็มีอยู่ทั่วโลก มีเพียงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ การติดตามและตัดวงจรเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม ตลอดจนเสริมสร้างการคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงจะสามารถลดพื้นที่การดำรงอยู่ของอาชญากรรมหลอกลวงได้ตั้งแต่ต้นทาง การเสริมสร้างความร่วมมือและร่วมกันกำกับดูแลปราบปราม คือ แนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับอาชญากรรมหลอกลวงทางโทรคมนาคมและเครือข่ายทั่วโลก