中文 English {{ activeLangText || 'Languages' }} {{ item.text }}
双语 | “潮汕从不只是一个地名”
文旅 > 内容

双语 | “潮汕从不只是一个地名”

By Li Tao| 云桥网|
分享到Facebook

编者的话:今天,电影《给阿嬷的情书》正式宣布全球上映计划,首轮将于本月18日同步登陆中国港澳地区、新加坡、马来西亚及文莱大银幕,后续将陆续亮相其他国家及地区。许多泰国华人在看过电影片段后也深受感动,泰国博仁大学教师吴高杰不久前就为澜湄国传《湄公河》杂志撰文,讲述了自己家族的故事。


作者 | 吴高杰  泰国博仁大学教师 


我的家族根脉,源于昔日中国地图上的一个小点——广东省潮州府潮阳县峡山都溪头村,这是潮阳地区的古村落之一,也是吴氏家族的聚居地。尽管如今中国的行政区划已随时代变迁——潮阳县改为潮阳区,隶属汕头市;原来的“峡山都”变为潮南区的峡山街道;而回头乡溪头村也定名为溪头村。但对我而言,那些老一辈口中的潮州乡音仍在心中回响、清晰如昨,因为那是将我们家族与故土紧紧相连的印记。



和电影,一样又不一样

图片


我与中国的这份深厚情感并非凭空而来,而是由先辈们艰难跋涉的足迹凝聚而成。家族中最早踏上泰国土地的是我的曾祖父。他曾是一位中药材商人,无数次乘船往返于中国潮汕与泰国之间。曾祖父的一生,宛如电影中角色的真实写照。他在中国故乡有操持家务的妻子,而在泰国经商期间,身边也有另一位华人妻子相伴照顾。这种山海相隔、却又被责任与情感紧紧维系的生活,正是吴氏家族在暹罗大地上开枝散叶的起点。


曾祖父育有三子,其中最小的儿子便是我的爷爷。爷爷在泰国的奋斗史是从建筑工人开始的,他曾挥洒汗水参与修建了三森教堂。之后,他凭借着自学成才的焊接技术,转行开了一家自行车修理铺。随着技术日益精湛,他在曼谷的“7月22日圆环”一带将业务拓展为机械加工厂,该区域紧邻暹工和唐人街,是当时华人经济中心。


二战期间,为了躲避曼谷市中心的轰炸,全家曾被迫四处逃难。但风暴过后,新的机遇也随之降临。战后,孟买缅甸公司(Bombay Burmah)开始在泰国大力推广木薯种植,以替代被砍伐的森林。一时间,木薯加工机械的需求量由此激增。爷爷与父亲敏锐地抓住了这个机遇,齐心协力将原有的加工厂升级转型为专业的木薯淀粉机械制造厂,并以寓意“车轮滚滚,永续繁荣”的“鼎隆”之名传承经营至今,这也就是后来在泰国赫赫有名的“Praditpolpanich”商号


这些珍贵的家族记忆,让“潮汕”这两个字在我的心中不再只是地理教科书上的一个名字,它更象征着家族的根脉以及永不向命运低头的拼搏精神。



“在泰国的第一顿饭是你们家给的”

图片


数十年过去但曼谷吴氏家族的生活方式依然保留着浓郁的潮汕特色,甚至可称之为“活化石”。时至今日,我的父母在日常生活中依然使用潮州话交流。我们的祖屋是一栋富有传统特色的两层骑楼建筑,其最独特的设计在于屋顶中央设有一个被称为“天公炉位”的露天采光天井,让清风与阳光能够自然洒入屋内。这栋祖屋也见证了家族生意的蒸蒸日上,从最初的两间店面,逐步扩建到了后来的八间店面。


在精神信仰方面,我们家族始终严格遵循着传统节日祭拜神明与先祖的仪式。特别是每年全家都会前往曼谷华人心目中的圣地——大秋千附近的玄天上帝庙以及七圣妈庙进行虔诚的祭拜。每逢中秋佳节,家中定会搭起甘蔗拱门,摆上供桌,布置得非常漂亮。在每一个重要的家族聚会里,餐桌上总少不了那些代代相传、严格遵循祖传秘方的正宗潮州传统菜肴。


在父亲讲述的众多往事中,最令我动容的是潮汕文化中的“互助精神”。在那个“一张草席,一根扁担闯天下”的艰苦年代,潮汕移民群体中非常流行组建“草根互助会”(俗称“义会”或“互助会”)。这不仅是一种储蓄手段,更是一种华人同胞之间调配资金、相互扶持、帮助新移民同胞们能够快速立足的金融互助机制


不仅如此,在当年的华人骑楼祖屋里,总会留出一间“空房”。这间房是专门为了那些刚坐船抵达的华人新移民,或是远道而来的客商而准备的。在这里,他们可以获得免费的食宿,从而能够安顿身心,再去寻找工作。


父亲回忆说,在他小时候,有一位后来富甲一方的大翁,曾特意前来和爷爷深情地说:“我在泰国土地上吃的第一顿饭,就是你们家给的。这份恩情,我永生难忘。”这正是潮汕文化与泰国华人社会中慷慨互助精神相融合的生动写照——不同文化背景的人们互帮互助,最终自然而然地融为了一体。



探讨“潮汕人”三个字背后的含义

图片


在泰国,不同的华人移民群体依其方言和祖籍地的不同,形成了各自独特的职业生态和文化标签。例如,客家人往往是手艺精湛的裁缝;广府人精通机械与工程技术;海南人则在餐饮和酒店业声名远扬;而我们潮汕人,则在商业贸易和制造业领域独树一帜。每个群体都建立了各自的“宗亲会”和“同乡会”,形成相互照应、彼此扶持的紧密网络。


随着电影《给阿嫲的情书》引发关注与热议,泰国的潮汕社群都十分关注并翘首以盼能观看这部影片。因为片中的每一个场景、每一段故事,都像是一面镜子,真实映照出潮汕人的生活面貌——骨子里的仁爱、同舟共济、百善孝为先以及对家庭的责任和期盼。


然而,作为一名在泰国土生土长的华裔,我发现,我们这一代泰国华裔的家庭观念与中国潮汕本土的当代年轻人之间,存在着一种非常有趣的差异。当中国的年轻一代可能以更强调独立自主的现代社会视角来看待家庭关系时,泰国的华裔群体却依然以相对传统且浓厚的方式,维系着亲戚之间的联系和各类节日里的团聚,仿佛时间在某个节点被定格了一般。


《给阿嫲的情书》如果能在泰国上映,必将成为一座绝佳的沟通桥梁。它将成为一个美好的契机,让我们的家人能够再次围坐在一起,共同探讨“潮汕人”这三个字背后沉甸甸的含义。它让我们重新审视那些祖辈们常常通过行动而非语言表达的爱与牵挂,并帮助打破那道沉默的隔阂,让年轻一代真正理解父辈的过去。


对于今天的我而言,对祖籍国中国的挚爱与眷恋从未消退。我将这份对根脉的热爱,转化为创作媒体内容的澎湃动力。我开办了关于中国的电视节目,并运营着多个社交媒体平台,为所有热爱中国文化的人提供一个交流与成长的空间。我希望以此确保那条源自“溪头村”和潮汕大地的文化之河,能够永远奔流不息,在泰国的土地上生生不息地滋养着下一代泰国华人的心灵。



“แต้จิ๋วไม่ใช่แค่ชื่อสถานที่”


โดย: อ.กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช (อู๋เกาเจี๋ย) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประเทศไทย


รากเหง้าบรรพบุรุษของผมเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ บนแผนที่จีนในอดีต นั่นคือ หมู่บ้านโคยเท้า ตำบลหับซัวโตว อำเภอเตี้ยเอี๊ย จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่เก่าแก่ในเตี่ยเอี๊ย และเป็นหมู่บ้านตระกูลคนแซ่โง้ว (หรือ แซ่อู๋ ในภาษาจีนกลาง) แม้ว่าในปัจจุบัน ระบบแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นของจีนจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปตามยุคสมัย โดยอำเภอเตี้ยเอี๊ยเปลี่ยนเป็นเขตเฉาหยาง ขึ้นตรงกับเมืองซัวเถา ตำบลหับซัวกลายเป็นแขวงเสียซาน ในเขตเฉาหนาน และหมู่บ้านโคยเท้ากลายเป็นหมู่บ้านซีโถว แต่สำหรับผมแล้ว ชื่อเรียกในอดีตตามสำเนียงแต้จิ๋วยังคงก้องกังวานและแจ่มชัดในใจเสมอ เพราะมันคือหมุดหมายที่เชื่อมโยงตระกูลผมเข้ากับแผ่นดินแม่



ดูเหมือนภาพยนตร์ แต่ก็ไม่เชิง

图片


ความผูกพันระหว่างผมกับประเทศจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า แต่ถูกหล่อหลอมผ่านเรื่องราวการเดินทางอันสมบุกสมบันของบรรพบุรุษ บรรพชนคนแรกที่เหยียบย่างสู่ผืนแผ่นดินไทยคือคุณทวด (พ่อของปู่) ท่านเป็นพ่อค้าสมุนไพรจีนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปมาระหว่างไทยและแต้จิ๋วอยู่หลายรอบ ชีวิตของคุณทวดเป็นดั่งภาพสะท้อนของตัวละครในภาพยนตร์จีนโบราณอย่างแท้จริง ท่านน่าจะมีภรรยาอยู่ที่บ้านเกิดในประเทศจีน และมีภรรยาชาวจีนในไทยอีกคนหนึ่งคอยดูแลเคียงข้างเมื่อเดินทางมาค้าขายที่ประเทศไทย ชีวิตที่ต้องแบ่งแยกเป็นสองฝั่งฝา แต่กลับเชื่อมโยงด้วยหน้าที่และความรักนี้ คือจุดเริ่มต้นของกิ่งก้านสาขาตระกูลอู๋ในสยาม


คุณทวดมีบุตรชาย 3 คน และลูกคนเล็กสุดก็คือคุณปู่ (อากง) ของผม อากงเริ่มต้นชีวิตในไทยด้วยการเป็นแรงงานก่อสร้าง ใช้น้ำพักน้ำแรงลงไปกับการร่วมสร้างโบสถ์วัดญวน สามเสน ในกรุงเทพฯ จากนั้นท่านได้ผันตัวมาเปิดร้านซ่อมจักรยาน เล่าเรียนทักษะการเชื่อมเหล็กด้วยตนเองจนเชี่ยวชาญ และพัฒนาสู่การเปิดโรงกลึงและโรงงานผลิตเครื่องจักรในย่านวงเวียน 22 กรกฎา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับย่านเซียงกงและเยาวราช ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของชาวจีนในยุคนั้น


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวเราต้องอพยพหลบหนีระเบิดที่ทิ้งบอมบ์ลงมากลางกรุง แต่หลังมรสุมร้ายผ่านพ้นไป โอกาสใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อบริษัทบอมเบย์ เบอร์ม่า ได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยเพื่อทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกตัดไป ความต้องการเครื่องจักรแปรรูปมันสำปะหลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อากงและคุณพ่อของผมจึงได้ร่วมกันบุกเบิกปรับปรุงโรงงานให้กลายมาเป็นโรงงานผลิตเครื่องจักรแป้งมันสำปะหลัง และดำเนินกิจการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันภายใต้ชื่อ "โรงงานเตี้ยงลุ้ง" ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลว่า "ล้อและการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง" ซึ่งต่อมามีชื่อร้านว่า ประดิษฐผลพานิช


ความทรงจำเหล่านี้ทำให้คำว่า "ฉ่าวซาน" หรือแต้จิ๋ว สำหรับผม ไม่ใช่แค่ชื่อสถานที่ในตำราภูมิศาสตร์ แต่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของรากเหง้า ความทรหดอดทน และจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา



“มื้อแรกที่ได้กินบนแผ่นดินไทย คือ อาหารจากบ้านเธอ”

图片


แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายทศวรรษ แต่วิถีชีวิตของตระกูลอู๋ในกรุงเทพฯ ยังคงอนุรักษ์ความเป็นแต้จิ๋วไว้อย่างเข้มข้นจนอาจเรียกได้ว่าเป็น "ฟอสซิลที่มีชีวิต" รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของผมยังคงสื่อสารภาษาแต้จิ๋วได้ในชีวิตประจำวัน บ้านเดิมของเราเป็นตึกแถวสองชั้นบรรยากาศโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือมี "ทีกงบ๋วย" หรือช่องแสงสกายไลท์เปิดโล่งตรงกลางตึกเพื่อให้ลมและแสงสว่างส่องถึง จากเดิมที่มีเพียงสองคูหา ก็ค่อย ๆ ขยายเติบโตตามความรุ่งเรืองของธุรกิจจนกลายเป็นแปดคูหาในเวลาต่อมา


ในด้านจิตวิญญาณ ครอบครัวเรายังคงสืบทอดพิธีกรรมการไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษตามเทศกาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการไปกราบไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ บริเวณเสาชิงช้า และ ศาลเจ้าชิกเซี้ยม่า ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวจีนในกรุงเทพฯ ทุก ๆ ปีในเทศกาลไหว้พระจันทร์ บ้านเราจะตั้งโต๊ะทำซุ้มต้นอ้อยอย่างงดงาม และที่ขาดไม่ได้คืออาหารประจำตระกูลในทุกมื้อสำคัญ ซึ่งยังคงเป็นเมนูแต้จิ๋วดั้งเดิมที่ส่งต่อสูตรลับจากรุ่นสู่รุ่น


สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในวัฒนธรรมแต้จิ๋วที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง คือ "วัฒนธรรมแห่งการเกื้อกูล" ในยุคเสื่อผืนหมอนใบ ชุมชนชาวแต้จิ๋วนิยมตั้ง "โต๊ะแชร์" ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การออมเงิน แต่เป็นกลไกทางการเงินในการแลกเปลี่ยนทุนและช่วยเหลือให้เพื่อนพ้องร่วมชาติสามารถตั้งตัวได้เร็ว


นอกจากนี้ ในบ้านตึกแถวของเราสมัยก่อน จะมี "ห้องว่าง" เสมอ ห้องนี้มีไว้เพื่อต้อนรับชาวจีนหน้าใหม่ที่เพิ่งนั่งเรือมาถึง หรือแขกที่เดินทางไกลมาได้มีที่พำนักหลับนอนและมีอาหารประทังชีวิตเพื่อตั้งหลักก่อนออกไปหางานทำ


คุณพ่อเล่าว่า ตอนท่านยังเด็ก มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมาร่ำรวยเป็นเศรษฐีใหญ่ ได้เดินมาบอกกับคุณปู่ว่า “อาหารมื้อแรกที่ฉันได้กินบนแผ่นดินไทย คืออาหารจากบ้านของเธอ ฉันจะไม่มีวันลืมพระคุณนี้จนชั่วชีวิต” นี่คือภาพสะท้อนอันงดงามของการหลอมรวมระหว่างวัฒนธรรมแต้จิ๋วและน้ำใจอันโอบอ้อมอารีของสังคมชาวจีนในไทย ที่ซึ่งผู้คนต่างถิ่นสามารถพึ่งพาอาศัยกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติ



พูดคุยความหมายเบื้องหลังคำว่า “คนแต้จิ๋ว”

图片


ในประเทศไทย กลุ่มชาวจีนอพยพจะมีความโดดเด่นและวิถีอาชีพที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มภาษา เช่น ชาวจีนแคะ (ฮากกา) มักเป็นช่างตัดเสื้อฝีมือดี ชาวจีนกวางตุ้งเชี่ยวชาญด้านงานช่างเครื่องยนต์กลไก ชาวจีนไหหลำขึ้นชื่อเรื่องการทำร้านอาหารและโรงแรม ส่วนชาวจีนแต้จิ๋วอย่างพวกเรามักจะโดดเด่นในด้านการค้าขายและการผลิต ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็มีการจัดตั้ง "สมาคมตระกูลแซ่" เพื่อเป็นเครือข่ายดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด


เมื่อกระแสภาพยนตร์เรื่อง จดหมายรักของอาม่า เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญ ชุมชนชาวแต้จิ๋วในประเทศไทยต่างตื่นตัวและเฝ้ารอคอยที่จะชมภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกฉากทุกตอนในหนังเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพชีวิตจริงของคนจีนแต้จิ๋ว ทั้งเรื่องความเมตตา การช่วยเหลือกัน ความกตัญญู และความคาดหวังในครอบครัว


อย่างไรก็ดี ในฐานะที่ผมเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่เติบโตในไทย ผมพบว่าแนวคิดเรื่องครอบครัวของเรากับคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นแต้จิ๋วที่ประเทศจีนในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ในจีนอาจมองความสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านมุมมองของสังคมสมัยใหม่ที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่สำหรับชาวไทยเชื้อสายจีน ความผูกพันเชิงเครือญาติและการรวมตัวในเทศกาลต่าง ๆ ยังคงถูกรักษาไว้ในรูปแบบที่ค่อนข้างดั้งเดิมและเข้มข้น ราวกับเวลาถูกหยุดไว้


ภาพยนตร์เรื่องนี้ หากฉายในไทยคงจะเป็นสะพานเชื่อมและเป็นข้ออ้างอันดีที่ทำให้คนในครอบครัวของผมได้มานั่งล้อมวงพูดคุยกันถึงความหมายของคำว่า "คนแต้จิ๋ว" มันทำให้เราได้ทบทวนถึงความรัก ความห่วงใยที่บางครั้งคนรุ่นอากงอาม่ามักจะแสดงออกผ่านการกระทำ และ ช่วยทลายกำแพงความเงียบ ทำให้คนต่างรุ่นเข้าใจในอดีต


สำหรับตัวผมในปัจจุบัน ความรักและผูกพันต่อประเทศจีนแผ่นดินแม่ไม่เคยจางหาย ผมได้นำเอาความหลงใหลในรากเหง้ามาแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการสร้างสรรค์สื่อ โดยทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับประเทศจีน และบริหารช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่รักในเรื่องราวของจีน เพื่อให้แน่ใจว่า สายน้ำแห่งวัฒนธรรมจาก "หมู่บ้านโคยเท้า" และ แต้จิ๋ว จะยังคงไหลรินและหล่อเลี้ยงหัวใจของคนรุ่นต่อไปในผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่มีวันสิ้นสุด


END


策划:张若谷 舒文

编辑:胡丽仙 黄议娴

翻译:胡丽仙

图片:作者供图

排版:李涛

审核:张若谷 罗蓉婵