中文 English {{ activeLangText || 'Languages' }} {{ item.text }}
ยอดวิวทะลุ 3.7 พันล้านครั้ง เหตุใดเพลงยูนนานจึงทำให้คนทั้งโลกต้องลุกขึ้นมาเต้นตาม?
นานาทัศนะ > เนื้อหา

ยอดวิวทะลุ 3.7 พันล้านครั้ง เหตุใดเพลงยูนนานจึงทำให้คนทั้งโลกต้องลุกขึ้นมาเต้นตาม?

ยูนนานเน็ต|
分享到Facebook

“โอหรั่น โอหรั่น...” ในฤดูใบไม้ผลิปี 2569 บทเพลงชาติพันธุ์จิ่งโพจากแคว้นเต๋อหง มณฑลยูนนาน อย่าง “มู่เหน่าจงเกอ” กลายเป็นกระแสไวรัลที่กวาดยอดรับชมบนแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วโลกทะลุ 3.7 พันล้านครั้ง ผู้ชมจากหมู่บ้านกลางขุนเขาในยูนนาน ไปจนถึงทวีปแอฟริกา ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกต่างขยับร่างกายไปตามท่วงทำนองที่ชวน “ติดหูจนหยุดไม่ได้”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ปรากฏการณ์เสียงดนตรียูนนาน” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพลงแดนซ์สาดน้ำ “UP Gengma” มียอดวิวทะลุหลักสิบล้าน จุดกระแสความคึกคักในเทศกาลสาดน้ำ ขณะที่ “เพลงพื้นบ้านหมีตู้” เวอร์ชัน Phonk มียอดรับชมกว่า 4 พันล้านครั้ง ครองอันดับเพลงฮิตบนสตรีมมิงยาวนานนับร้อยวัน นอกจากนี้ ทำนองมรดกวัฒนธรรมอย่าง “ไห่ไช่เฉียง” ของชาวอี๋ หรือ “ซานเสียนเตี้ยว” ของชาวไต ต่างก็ทยอยโด่งดัง กลายเป็นที่หลงรักของผู้คนจำนวนมาก

มีคำกล่าวว่า “ชาวยูนนาน พูดได้ก็ร้องเพลงเป็น เดินได้ก็เต้นรำได้” และคำพูดนี้ก็ไม่เกินจริง ทุกวันนี้ ด้วยพลังของอินเตอร์เน็ตและคลิปวิดีโอสั้น เสียงเพลงจากยูนนานจึงล่องลอยจากขุนเขาและสายน้ำ ไปสู่สายตาและหัวใจของผู้คนทั่วโลก ชวนให้ผู้คนมาร่วมร้อง ร่วมเต้นไปด้วยกัน และทำให้ยูนนานถูกนิยามใหม่ผ่านบทเพลงเหล่านี้ว่า “ยิ่งมีความเป็นชาติพันธุ์ ก็ยิ่งเป็นสากล”

ดิน โคลน และความจริงใจ อาวุธลับที่ทำให้วัฒนธรรมตรึงใจผู้คน

เหตุผลที่เพลงพื้นบ้านยูนนานสามารถฝ่ากระแสโลกดนตรีออกมาโดดเด่นได้ เพราะมันมี “กลิ่นดิน” และความจริงแท้ที่สัมผัสได้ จนไปกระตุ้นความโหยหาธรรมชาติ ความเรียบง่าย และชีวิตเนิบช้าของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ยูนนานคือดินแดนที่ 26 ชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะข้างกองไฟในเทศกาลคบเพลิง ภาพหมู่บ้านในเทศกาลสาดน้ำ หรือแม้แต่คันนา ไหล่เขา และลานบ้าน เสียงร้องระหว่างทำงาน เสียงบอกรัก หรือเสียงหัวเราะยามพบปะ ล้วนกลายเป็นบทเพลงได้ทั้งสิ้น กลองไม้ของชาวจิ่งโพถูกเจาะจากไม้ทั้งท่อน เสียง “ไห่ไช่เฉียง” ของชาวอี๋ถือกำเนิดจากเรือหาปลาในทะเลสาบอี้หลง ส่วนเพลงดำนาของชาวฮาหนีก็ “ดำรงอยู่” ในผืนนาขั้นบันไดมาเนิ่นนาน เพลงของยูนนานไม่ได้เกิดมาเพื่อเวทีแสดง แต่มันคือ “ชีวิต” จริง หากจะพูดด้วยภาษาชาวเน็ต เพลงยูนนานทั้งหมดคือดนตรีแบบ “ทำมือ” ที่เต็มไปด้วยเสียงลม เสียงน้ำ และกลิ่นดิน ทุกโน้ตจึงมีทั้งความหยาบกร้านของชีวิต และร่องรอยอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาของผู้เรียบเรียงเพลง หรือเสียงร้องคลอตามของผู้ฟัง ล้วนถูกพลังแห่งความจริงใจนี้กระแทกเข้าไปถึงหัวใจ

เพราะ “ความจริงใจ” คืออาวุธทรงพลังที่สุดของวัฒนธรรมเสมอมา และความจริงใจนี้ กำเนิดจากอารมณ์อันบริสุทธิ์ของผืนแผ่นดินสีแดงแห่งยูนนาน รวมถึงความเคารพที่ผู้สร้างมีต่อวัฒนธรรมชาติพันธุ์

เพลง “มู่เหน่าจงเกอ” ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เดิมทีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำคัญที่สุดของชาวจิ่งโพ “มู่เหน่าจงเกอ” เป็นพิธีเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวและบวงสรวงบรรพบุรุษอันยิ่งใหญ่ของแคว้นปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งโพ เต๋อหง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีน และในต้นปีนี้ “เจินเจิน” นักดนตรีในทศวรรษ 1980 จากปักกิ่ง ได้บังเอิญเห็นคลิปผู้คนนับหมื่นเต้นรำร่วมกันในเทศกาลมู่เหน่า เขารู้สึกประทับใจอย่างมากกับพลังแห่งชนชาตินี้ จึงตัดสินใจนำมาดัดแปลงสร้างสรรค์ใหม่

ในช่วงแรก เขาเองก็เคยคิดจะทำเพลงในแนวตลาดบันเทิงทั่วไป แต่เมื่อเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวจิ่งโพอย่างลึกซึ้ง และได้เข้าใจเรื่องราวที่เติบโตมาจากผืนดิน เขาจึงเข้าใจถึงความโศกเศร้า ความกล้าหาญ และความจริงใจที่ซ่อนอยู่หลังท่วงทำนองเหล่านี้ ภาพของกองไฟกลางบ้าน ลมภูเขา และเสียงฆ้อง จึงถูกใส่ลงไปในเพลงอย่าง “มีชีวิตจริง” เจินเจินเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมยืนเขียนเพลงทั้งเพลง หลายครั้งถึงกับน้ำตาคลอ”

ยิ่งมีความเป็นชาติพันธุ์ ก็ยิ่งเป็นสากล

หลังจาก “มู่เหน่าจงเกอ” กลายเป็นไวรัล บน TikTok มีชาวเอธิโอเปียเข้ามาคอมเมนต์ว่า “ดนตรีนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวการอพยพของบรรพบุรุษเราผ่านหุบเขารอยแยกใหญ่” ขณะที่ชาวไนจีเรียกล่าวว่า “ภาพคนหมื่นคนเต้นรำพร้อมกัน ทำให้ผมเห็นจิตวิญญาณของเทศกาลชนเผ่าของพวกเรา” เสียงสะท้อนจากทั่วโลกเหล่านี้ กำลังอธิบายความหมายของคำว่า “ยิ่งมีความเป็นชาติพันธุ์ ก็ยิ่งเป็นสากล” ได้อย่างชัดเจนที่สุด

ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เพลงพื้นบ้าน “เสี่ยวเหอถ่างสุ่ย” จากหมีตู้ ยูนนาน ซึ่งใช้ภาพของแสงจันทร์และสายน้ำเล็ก ๆ ถ่ายทอดอารมณ์รักอันบริสุทธิ์ ก็เคยโด่งดังไปทั่วประเทศจีนและต่างแดน จนได้รับการขนานนามว่า “เพลงกล่อมเด็กแห่งโลกตะวันออก” ในปี 2565 บนเวทีเปิดการประชุมระดับสูงช่วงที่สองของการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP15) ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ผู้สืบทอดศิลปะการร้อง “ไห่ไช่เฉียง” ของชาวอี๋ ได้ขับร้องเพลง “นกทองนกเงินโบยบิน” จนก้องกังวานทั่วห้องประชุม เสียงร้องอันอ่อนหวานและกลิ่นอายชาติพันธุ์ได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง ส่วนยอดเล่นกว่า 3.7 พันล้านครั้งของ “มู่เหน่าจงเกอ” ในปีนี้ ก็สะท้อนจิตวิญญาณของชาวจิ่งโพ ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ฝ่าฟันเพื่อแสวงหาแสงสว่าง รวมถึงความมองโลกในแง่ดี ความเปิดกว้าง และพลังแห่งการที่คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถออกมาเต้นรำร่วมกันได้อย่างพร้อมเพรียง

“ยิ่งมีความเป็นชาติพันธุ์ ก็ยิ่งเป็นสากล” การที่มรดกวัฒนธรรมจะก้าวจากท้องถิ่นไปสู่เวทีโลกนั้น ไม่ได้ต้องการแค่แก่นอารมณ์ที่จริงใจ แต่ยังต้องมี “รูปแบบการเล่าใหม่” ที่มีชีวิตชีวา ที่ผ่านมา โลกตะวันตกมักมีภาพจำต่อวัฒนธรรมจีนว่า “เก่าแก่ ล้าสมัย และเข้าใจยาก” แต่ความสำเร็จของ “เพลงพื้นบ้านหมีตู้เวอร์ชัน PHONK” และ “มู่เหน่าจงเกอ” ได้ทำลายภาพจำเหล่านั้นลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมเผยให้โลกเห็นจีนในอีกมุมหนึ่ง เพลง “หมีตู้ซานเกอ” เวอร์ชัน PHONK ยังคงกลิ่นอายชนบทดั้งเดิมไว้ แต่ปรับให้เข้ากับจังหวะการเสพสื่อยุคใหม่ ขณะที่ “มู่เหน่าจงเกอ” ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มมิติให้เสียง “โอหรั่น” โบราณมีชั้นเชิงและน่าจดจำมากขึ้น ส่วน “UP Gengma” ก็ผสานองค์ประกอบมรดกวัฒนธรรมเข้ากับดนตรีแดนซ์สมัยใหม่ จนเกิดประกายใหม่ระหว่าง “ความดั้งเดิม” และ “ความทันสมัย”

แล้วเหตุใดเพลงจากยูนนานจึงทำให้คนทั้งโลกต้องลุกขึ้นมาเต้นตามครั้งแล้วครั้งเล่า? เพราะท่วงทำนองที่ตราตรึงใจที่สุดมักถือกำเนิดจากผืนดิน เพราะบทเพลงที่ลึกซึ้งที่สุด ย่อมต้องถูกขับร้องให้ผู้คนได้รับฟัง และเพราะการแสดงออกที่ “เป็นชาติพันธุ์ที่สุด” นั่นเอง กลับกลายเป็นสิ่งที่ “เป็นสากลที่สุด” ในท้ายที่สุด

ช่าย เมิ่ง/แปล

จารุวรรณ อุดมทรัพย์/พิสูจน์อักษร